สถานการณ์การปิดหน่วยงานของสหรัฐฯ

(Government Shutdown) ของประเทศสหรัฐฯ

ที่มา

เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๑ รัฐสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณชั่วคราว (ฉบับที่ ๔) ให้แก่หน่วยงานของรัฐ โดยนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๖๐ เป็นต้นมา รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณชั่วคราวมาแล้วถึง ๓ ฉบับ และฉบับที่ ๓ หมดอายุลงในเที่ยงคืนของวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นผลทำให้เกิดภาวะ Government Shutdown หรือการปิดหน่วยงานราชการในสหรัฐอเมริกาขึ้น โดยประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งและทำให้เกิดข้อชะงักงันในการผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณชั่วคราวฯ มาจากการที่ทั้ง สองพรรค (พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต) ไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นหลักเรื่องนโยบายการรับผู้อพยพ เข้าเมืองหรือดรีมเมอร์ส ซึ่งเป็นเยาวชนผู้เป็นลูกหลานคนเข้าเมืองผิดกฎหมายในสหรัฐฯ ภายใต้โครงการ ที่มีชื่อว่า Deferred Action for Childhood Arrivals (DACA) โดยหากโครงการดังกล่าวถูกยกเลิกจะทำให้เยาวชนเหล่านี้ถูกตัดสิทธิค่าเล่าเรียนฟรีและ/หรืออาจถูกเนรเทศออกจากสหรัฐฯ เนื่องจากเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และพรรครีพับลิกัน แสดงจุดยืนที่ต้องการให้ยกเลิกโครงการ DACA ขณะที่ พรรคเดโมแครตแสดงจุดยืนต่อต้านการยกเลิกโครงการนี้ ส่งผลให้ พ.ร.บ. งบประมาณชั่วคราวฉบับนี้ ไม่ผ่านสภาสูง (ได้รับเสียง Vote เห็นด้วยเพียง ๕๑ เสียงจากจำนวนผู้แทนวุฒิสภา/สภาสูง ทั้งหมด ๑๐๐ คน และ พ.ร.บ. งบประมาณชั่วคราว หากผ่าน จะต้องใช้เสียงอย่างน้อย ๖๐ เสียง)

มาตรการที่รัฐต้องดำเนินการในกรณีการเกิดสภาวะ Government Shutdown

พนักงานรัฐในส่วนหรือหน่วยงานที่ถือว่าเป็น Non Essential จะถูกพักงาน (Non Essential คือหน่วยงานที่มีความจำเป็นน้อยหรือหน่วยงานที่ไม่เกิดผลกระทบต่อรัฐหากมีการหยุดงาน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในสังกัดกระทรวงการเคหะ กระทรวงสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตร และกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้ง พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สำนักงานสุรา ยาสูบ อาวุธ และหน่วยงานที่เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลและตรวจสอบ เป็นต้น)

ขณะที่ หน่วยงานที่ถือว่าเป็น Essential จะเปิดทำการปกติ (Essential คือหน่วยงานที่มีความ
จำเป็นมาก อาทิ เช่นกระทรวงกลาโหม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและป้องกันประเทศ หน่วยงานด้านควบคุมและกฎหมาย และหน่วยงานด้านเหตุฉุกเฉิน ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย/ความมั่นคงของประเทศ รวมถึงแพทย์ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ไปรษณีย์ โดยพนักงานที่มาทำงานจะไม่ได้รับค่าจ้าง ยกเว้นรัฐบาลจะผ่าน พ.ร.บ. ชดเชยเงินค่าจ้างให้กับพนักงานที่มาทำงานในช่วงเวลา Government Shutdown และหน่วยงาน Essential เป็นผู้พิจารณาว่าหน่วยงานของตนจำเป็นต้องเปิดทุกหน่วยหรือเปิดเพียง

บางหน่วยงานที่สำคัญเพื่อมิให้ขัดกับมาตรการที่รัฐต้องดำเนินการในกรณีการเกิดสภาวะ Government Shutdown)

ผลกระทบจากการเกิดสภาวะ Government Shutdown

การเกิดสภาวะ Government Shutdown ไม่ใช่ปรากฏการณ์การเมืองที่เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐฯ และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และกินระยะเวลาไม่นาน ขณะที่ หากนับเฉพาะเหตุการณ์ Shutdown ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อชาวอเมริกันมีเพียงในปี ค.ศ. ๑๙๙๕-๑๙๙๖ ในสมัยของประธานาธิบดี บิล คลินตัน ซึ่งมีการปิดทำการหน่วยงานรวม ๒๖ วัน และในสมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ปี ค.ศ.๒๐๑๓

 

ซึ่งกินเวลานาน ๑๖ วัน โดยครั้งหลังมูลค่าความเสียหายคิดเป็น ๒๔ พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือวันละ ๑.๕ พันล้านเหรียญสหรัฐ

อนึ่ง ที่ผ่านมาได้เคยเกิดการปิดหน่วยงานราชการ มาแล้ว ๑๗ ครั้ง นับตั้งแต่ปี ๑๙๗๖

สถานการณ์ปัจจุบัน

ณ วันจันทร์ที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๑ สภาสูงได้มีมติผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณชั่วคราว ฉบับที่ ๔ เรียบร้อยแล้วโดยพรรครีพับลิกัน ยินยอมจะเลื่อนการพิจารณาการลงคะแนนเรื่อง DACA ออกไป จึงมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากนัก เนื่องจากเหตุการณ์ Shutdown เกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ (ประมาณ ๓ วัน) และเป็นช่วงเวลาเสาร์-อาทิตย์

แต่อย่างไรก็ตาม การผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณชั่วคราวดังกล่าวจะทำให้หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สามารถเปิดทำการต่อไปได้ถึงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ เท่านั้น โดยเวลาระยะเวลานี้ ทั้งสองพรรคจำเป็นต้องมีการเจรจาต่อรองเพื่อผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณ ฉบับถาวร

ข้อคิดเห็น

แม้เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นและกินระยะเวลานาน ผู้ประกอบการสินค้าเกษตร อาหารและยาของไทยจำเป็นต้องระมัดระวังในการส่งออกสินค้าและต้องมีการวางแผนการส่งออกล่วงหน้า เนื่องจากเหตุการณ์ Shutdown จะส่งผลให้หน่วยงาน Food and Drug Administration (FDA) ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบสินค้าอาหารและยา เพื่อนำเข้ามาสหรัฐฯ ปิดทำการทำให้เกิดความล่าช้าในการตรวจสอบสินค้าและจะส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าเพื่อให้ทันตามกำหนด (Deadline) และการจัดเก็บสินค้าของผู้ประกอบการได้

 

******************************

Address

Office of Agricultural Affairs, Royal Thai Embassy, Washington DC

1024 Wisconsin Ave NW, Suite 203 Washington, DC 20007, USA

Contact

Follow

T. (202) 338-1543